Music Factor 093-519-6365

สอนดนตรี,เรียนดนตรี ฟรี,สอน

กีต้าร์,สอนกลอง,โปรดิวส์เพลง,เรียนดนตรี

สัมภาษณ์พี่ต่อ

 

 

 

 

 

PROFiLE

ชื่อ            ธรรศ  จันทกูล
ตำแหน่ง   Team Producer  และ  Team เขียนเนื้อเพลง ของ RS และ  
                  Kamikaze
ผลงาน      เพลง  ผู้ชายของเธอ  Jo- Pop
                  เพลง  ยากูซ่า  Film
                  เพลง  อากาศดีดี  James  ชุด  Alive
                  เพลง  ยิ่งห้ามยิ่งรัก  K-Otic
                  เพลง  Free to play  K-Otic
                  เพลง  มีแฟนกันมั้ย  The trainer
                  เพลง  อย่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา  โฟร์มด
Team Producer  
                  -  Seven days
                  -  โฟร์มด ทุกชุด
                  -  Lipz Project
                 -  ขนมจีน Loveful

 

Music factor : ทำไมถึงมาเป็นคนเขียนเนื้อครับ

Tor:
ผมเคยเป็นศิลปิน ออกอัลบั้ม ได้เขียนเนื้อเอง  ชอบ เพราะเนื้อมันเป็นงานCreative  เป็นอะไรที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ใช้สมองอย่างเดียว

Music factor :
จุดเริ่มต้น เล่นเครื่องดนตรีมาก่อนมั้ยครับ  หรือว่าโผล่มาเขียนได้เลย

Tor:
 
สมัยวัยรุ่นผมเคยเล่นเบส  แต่ไม่สนุกเท่า  เพราะงานเขียนเนื้อมันไม่ต้องมีอุปกรณ์  การฝึกฝนทำได้ตลอดเวลา  มีเวลาฝึกเยอะกว่า  ด้วยที่เป็นคนขี้เกียจด้วยแหละ

Music factor :  เหมือนกับว่า  เหตุผลที่เราอยากเล่นดนตรีแล้วเปลี่ยนมาเป็นคนเขียนเนื้อก็คือเราอยากฝึกทุก ที่ ?

Tor:  บางส่วนนะ แต่จริงๆแล้วรู้ตัวว่ามีพรสวรรค์  แล้วก็ทักษะด้านภาษา  ก็เลยจับงานเขียนเนื้อ  ตอนแรกก็แค่ลองดู  ทำๆไปรู้ว่ามันสามารถทำได้  แล้วก็สนุก  ก็เลยทำมาตลอด   ถ้าใครอยากเขียนเนื้อต้องฝึกวิธีคิดมาก่อนการฝึกเขียน

Music factor :  แล้วเรารู้ตัวได้ยังไงครับ ว่าเราต้องเป็นคนเขียนเนื้อแล้ว  เพลงแรกเลยมาได้ยังไง ด้วยความอะไรครับ

Tor:  ด้วยความลาว  …..  เพราะไปจีบหญิง  ก็เลยแต่งแร็พไปให้เค้า    ส่วนมากเลยที่ผมเห็น  คนเขียนเนื้อหรือทำดนตรี มักจะมีแรงบันดาลใจมาจากแถวๆนี้แหละ  ผมเองก็แต่งเพลงจีบหญิง  แล้วก็ เออ เพราะดีนะ ประมาณนี้

Music factor :  โอเค  ผู้หญิงมักเป็นแรงบันดาลใจ

Tor:  ไม่ใช่ผู้หญิง  แต่เป็นเรื่องของความรักมากกว่า

Music factor : 
แล้วหลังจากเขียนเพลงแรก  รู้ตัวว่าเขียนได้  เพลงที่สองเขียนเองหรือมาด้วยหน้าที่ครับ

Tor:
 
ตอนนั้นผมอยากทำอัลบั้มHiphopของตัวเอง ก็เลยเขียน

Music factor :  แล้วต้องมีใครตัดขอบด้วยหรือเปล่า  หรือตัดเองครับ

Tor:  ตัดเองครับ อยากเขียนอะไรก็เขียน  ทำเดโมส่งนู่นนี่  สนุกดี

Music factor :
  มันก็เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้น  คือ เขียนงานของตัวเองไปเรื่อยๆก่อน   แต่พอมาเขียนเป็นอาชีพจริงๆแล้วเรามองว่ามันต่างกันมั้ยครับ ในเรื่องลำดับความคิด  วิธีคิด

Tor:  ต่างอยู่แล้ว  เพราะว่ามันเป็นงาน  การเขียนเนื้อให้ตัวเองมันจะเหมือนทำงานศิลปะมากกว่า  แต่เขียนเนื้อเป็นงานมันเป็นพาณิชย์ศิลป์  แต่ประเด็นสำคัญของการเขียนเนื้อคือ  เราต้องแก้โจทย์ให้ได้ว่าเราอยากจะพูดอะไรกับคนที่เราพูดอยู่แค่นั้นแหละ คนที่เราพูดด้วยจะเปลี่ยนตามโจทย์ไปเรื่อยๆ

Music factor :   แล้วระหว่างคนที่เขียนเพลงขายมหาชนอย่างแกรมมี่อาร์เอส กับ ศิลปินอินดี้หรือเพลงใต้ดิน  วิธีคิดในเชิงตรรกะของการเขียนเนื้อเพลงมันเหมือนหรือไม่เหมือนกันยังไงครับ

Tor:  เอาเป็นว่า  เปรียบเทียบกับการพูด  ถ้าเราอยากพูดให้ 5 คนเข้าใจ เราก็จะใช้ภาษาที่ 5 คนเข้าใจ  พูด  ถ้าอยากพูดให้ 100 คนเข้าใจ ก็จะใช้ภาษาที่ 100 คนเข้าใจ  ถ้าอยากให้คนทั้งประเทศเข้าใจ ก็จะใช้ภาษาที่เค้าเข้าใจได้  ไม่ส่วนตัวจนเกินไป  ไม่พูดอะไรที่คนอื่นเค้าไม่เก็ท  เฮ้ย ประโยคนี้มันแปลว่าอะไร อะไรอย่างนี้    แต่มันก็มีจุดร่วม  อย่างตัวอย่างเนื้อ เพลง อ๊อดอ๊อด  มันก็ได้ที่อารมณ์ ได้ที่ภาษา ได้ความมันส์ที่จะเขียน  มันก็กลายเป็นแมสขึ้นมา    ความจริงคำว่าเพลงอินดี้มันไม่มีมาตั้งนานแล้วครับ  แต่เราคิดไปเองว่า  อะไรคืออินดี้  อะไรคือเมนสตรีม  เราคิดกันไปเองว่า  เนื้อที่ไม่รู้เรื่อง  คืออินดี้  แต่มันไม่ใช่   บางทีเพลงที่ไม่รู้เรื่องมันก็ไม่ได้มีแก่นสารอะไรมากมายนะถ้าเราไปจับมัน ดีๆ  เพลงแมสบางเพลงที่เขียนรู้เรื่อง  มีการลำดับความที่ถูกต้อง  บางทีมันก็อาจจะมีมุมที่ลึกกว่าที่คนจะเข้าใจได้

Music factor :   ถ้าอย่างนั้น  เพลงที่เขียนให้คนกลุ่มน้อยฟัง  กับเขียนให้คนกลุ่มใหญ่  มันจะต้องคิดเรื่องราวที่ไม่เหมือนกันหรือครับ ?
 
Tor: ช่าย
 
Music factor :   งั้นคนที่หัดเขียนเนื้ออยู่กับบ้าน  หรือหัดเขียนลง Hi5 เค้าจะมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปมั้ยครับ  ถ้าแบบ …  วันนี้ผมอยากให้เพลงผมขึ้นชาร์ต หรืออยากให้คนกลุ่มใหญ่ๆฟัง  เค้าจะต้องคิดยังไงกับตัวเค้าเองก่อนเป็นอันดับแรกครับ

Tor: เอาแค่เรื่อง เนื้อก่อนนะ ยังไม่พูดถึง Melody หรือ Arrange  เนื้อ ต้องเขียนให้รู้เรื่องก่อน  ว่า  พูดอะไร กับใคร  พูดเพื่ออะไร  อารมณ์ยังไง  พูดแล้วเกิดอะไรขึ้นมั้ย  พูดในสถานการณ์ไหน  บุคคลที่พูดนิสัยใจคอเป็นยังไง  ความจริงต้องคิดให้ลึกถึงขนาดนั้น  คือ ก่อนอื่นต้องเขียนให้รู้เรื่องก่อน  อย่าเข้าใจไปเองว่านี่ดีนะ เจ๋งนะ  ความจริง ถ้าเราแค่ไปถามเพื่อนๆรอบข้าง  เค้าอาจไม่ Happy หรือชอบ  แต่เราก็ยังได้มุมคิดว่า  อ๋อ ไม่รู้เรื่องเหรอ  แล้วเอามาปรับได้   คนเขียนเนื้อต้องตัดอีโก้ลง  ผมก็เข้าใจว่า  คนสร้างสรรค์งานศิลปะมักจะมีอีโก้  เราควรตัดมันออกบ้าง  เปิดรับความคิดเยอะๆ  เพลงเราก็จะแมสขึ้นเป็นธรรมดา  อย่าส่วนตัวเยอะ  อย่าคิดว่าแค่นี้พอแล้ว
 
Music factor :   ลองยกตัวอย่างได้มั้ยครับ  ว่า เพลงไหนที่เขียนให้มันแมส แล้วเขียนเพื่อคนกลุ่มใหญ่  หรือเขียนเพื่อเจาะกลุ่ม

Tor:  ถ้าที่เจาะกลุ่มก็  รักไม่ได้หรือไม่ได้รัก  ของ K-Otic  อันนี้ไม่ได้เขียนเองนะ  แต่วิธีคิด  เรื่องที่เลือกมา  เป็นเรื่องที่เกิดจริงในสังคมเด็กวัยรุ่น  เป็นเรื่องที่แมสและกลางมาก  คือ  50 – 60 % ของวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น จะเคยเจออารมณ์นี้มาหมด  ความแมสมันมาตั้งแต่เลือกมุมที่มาเขียนแล้ว  รักไม่ได้หรือไม่ได้รักเนี่ย  ประโยคมัน แบบ แมส เล่นคำ น่าสนใจ  ส่วนเนื้อมันเป็นทักษะของคนเขียน ว่า พอเลือกเรื่องแล้ว ก็ต้องเลือกเหลี่ยมที่จะนำมาเขียน  พูดในอารมณ์ไหน  คำพูดนี้พูดในมุมจริงหมดเลย คนเลยอินหมด  “ เรายังรักกันไม่ได้  มันยังไม่ถึงวัน  เธอให้รอไปก่อนแล้วกัน  พูดว่าฉันต้องเชื่อใจเธอ “ อารมณ์ที่มันขยี้ลงไป คือ  ทุกคนเคยเจอประโยคแถวๆนี้มาหมดไง มันเลยแมส
 
Music factor :   อันนี้คือเจาะกลุ่ม  แต่มันเป็นกลุ่มที่ใหญ่เหมือนกันนะครับ

Tor:  ตัวศิลปินน่ะ  เป็นกลุ่มวัยรุ่น  เแต่ตัวเพลงมันน่ะใหญ่  เพราะเค้าเลือกภาษาใช้ที่กลาง  มันไม่มีคำที่เป็นแฟชั่น  บีบี แช็ตเชิตอะไรมันไม่มีไงครับ  ทุกประโยคมันกลาง  ทุกคนรับรู้ในประโยคได้หมด  แต่วิธีเล่าเปลี่ยนไป  ใช้สถานการณ์จริงเข้ามาใส่

Music factor :   แล้วอย่างเพลงที่ตั้งใจเลยว่าอันนี้มันต้องแมส  มันจะเป็นยังไงครับ

Tor:  ความจริงการเขียนเพลงมันเป็นงาน Design มากกว่า 
คือ  เราจะคิดเพลงให้แมส  อันดับแรกเลยเราต้องเลือก ว่า เรื่องนี้ มันโดนคนประมาณไหน  ถ้าโดนคนกลุ่มใหญ่มันก็จะแมสไปเอง  เราจะบอกว่า เอ๊ย เพลงนี้มันเป็นUnderground หรือ Indy อะไร แต่ถ้าเรื่องราวมันโดน มันก็จะกลายเป็นแมส
อย่าง Mild เนี่ย ผู้ป่วยความจำเสื่อม  ชื่อมันแบบ …ถ้าถามผมนะ เก่ามาก  แต่เนื้อมันเขียนโดนไง  แค่เนี้ย มันก็ดังแล้วไง  “ อาจจะดูไม่ดีนะ  ฉันเป็นอย่างนี้  ดูไม่เข้าที  ยอมให้เธอทำร้าย  “ คนสมัยนี้ชอบเสพติดความเจ็บปวด  ไม่ว่าเธอจะยังไงชั้นก็จะรัก   อะไรอย่างเนี้ย

Music factor :  ปิดท้าย  ถ้าคนซักคนนึงจะเขียนเพลง  เค้าควรจะทำยังไงกับตัวเองก่อนครับ เพื่อให้เขียนเพลงรู้เรื่อง  แล้วค่อยเขยิบขึ้นไปเขียนเพลงที่มันแมสขึ้นให้คนหลายคนฟังมากขึ้น  เพราะปัญหามันจะมีอยู่ว่า  เขียนเพลงปุ๊บ  เอ๊ยเจ๋งนะ  แต่พอให้คนอื่นฟัง  เออ เขียนอะไรมาเนี่ย ไม่เห็นรู้เรื่องเลย
 
Tor:  อย่าโกหกตัวเองมากกว่า  ผมว่าเขียนเพลงน่ะ แล้วหลอกตัวเอง   คำนี้เจ๋งประโยคนี้ดี  มีการยึดติด  แต่ความจริงไม่รู้เรื่องเลย  เราต้องยอมรับฟังแล้วปรับ  ผมเคยทำอัลบั้มออกมา  ส่วนตัวมาก  คิดว่า เจ๋งนะ  เคยมีพี่วิจารย์ว่า  อัลบั้มเจ๋งมากเลย  แต่ไม่อยากกลับไปฟังอีกรอบ …. ความจริง  การเขียนเนื้อคือ  เราอยากพูดจาให้คนอื่นรู้เรื่อง  และเข้าใจในอารมณ์เดียวกับเรา  เราอาจไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกับคนอื่น  เราจะพูดจาภาษาเราก็ได้  แต่เเค้าเก็ทมันก็โอเค  ก็จบ   แต่ถ้าพูดภาษาเราแล้วเค้าไม่เก็ท  ก็ปรับจูนให้อยู่ตรงกลางไงครับ แล้วพูดออกไป  มันก็จะเก็ทเท่ากันหมดทุกคน